By siekhao on
Thu, 01 Oct 2009 15:43:00 GMT
เขียนกลอน..... บทที่หนึ่ง
เขียนถึง.....คนอยู่ำไกล
เขียนไป.....ร้องไห้ไป
เขียนไว้.....ใจอาวรณ์
เขียนกลอน..... บทที่สอง
เขียนถึง.....ตอนที่จากลา
เขียนไป.....ทั้งน้ำตา
เขียนไว้.....ว่าไม่ห่างใจ
เขียนกลอน..... บทที่สาม
เขียนถึง.....ยามใจอ่อนไหว
เขียนไป.....อย่าท้อใจ
เขียนไว้.....ให้จดจำ
เขียนกลอน..... บทที่สี่
เขียนถึง.....ที่เคยมีฉัน
เขียนไป.....ว่าสักวัน
เขียนไว้.....ฉันจะกลับไป
...................................................................................................
ลาก่อน นิวยอร์ค.....ที่ฉันเคยมี...
|
By siekhao on
Sat, 27 Dec 2008 04:55:00 GMT
HappyNewYear2009สวัสดีปีใหม่๒๕๕๒HappyNewYear2009
ปี ใหม่ หวน น... ชวน น... ให้ นึก
ถึง ง... กลอน น..... บท เก่า
กลอน น บท เก่า.....แต่ ทว่า า....
ยัง คง ง...มี อยู่....ใน ใจ ฉัน น

************************
[สุขสันต์วันปีใหม่
ขอส่งใจสู่ฟากฟ้า
ฝากบอกกับเธอว่า
ฉันปรารถนาดีต่อเธอ [^]
*****************
[^] ฝากบอกกับสายลม
ฉันชื่นชมในตัวเธอ
ปีใหม่อีกแล้วนะเออ
ขอให้เธอสุขสมใจ [bye]
*****************
กลอน น..... บท เก่า
กับ บ.....กา แฟ ถ้วย เก่า ...
|
By siekhao on
Fri, 30 Nov 2007 11:14:00 GMT
" อันพระคุณครูอุดรมีต่อศิษย์
เพียงน้อยนิดครูคอยสอนคลายสงสัย
แต่บัดนี้ครูมาพรากจากเราไป
สุดอาลัยซาบซึ้งพระคุณครู "
นี่คือบทกลอนบทที่หนึ่ง ที่เด็กชายคนนึงได้เขียนไว้อาลัยแด่ครู
อันเป็นที่รักและเคารพยิ่งในวันที่ครูจากไป......อุดร พูลศรี..... คือ ชื่อ
ของครูคนนั้น ...เมื่อเอ่ยชื่อนี้คงมีใครหลายๆคนที่รู้จัก โดยเฉพาะศิษย์เก่า
แห่งบ้านบางเหนียว
ครูอุดร พูลศรี คือครูสอนประจำชั้นประถมปีที่ 6 (ป.6 ) แห่งบ้านบางเหนียว
และเป็นครูประจำชั้นของผม ในตอนนั้นพวกเราจะกลัวครูมาก เพราะเรารู้สึกว่าครูดุ
แต่สุดท้าย....ของความเป็นจริง ความดุของครูที่มีต่อพวกเรา ความทุ่มเท
ในการสั่งสอนที่ครูมีให้ต่อพวกเรา มันก้อเป็นผลดีกับพวกเราเอง และมันทำให้
พวกเรากลับรักและเคารพในตัวครูเป็นอย่างยิ่ง
ในสมัยที่ผมเรียนอยู่นั้น เคยเห็นรุ่นพี่ๆที่เขาจบออกไป ต่างก้อทยอยกันมา
เยี่ยมครูกัน ตอนนั้นผมเองยังคิดนะว่า...
|
By siekhao on
Thu, 14 Jun 2007 12:03:00 GMT
วันนี้จะมาฟื้นความหลัง...ทรายขาว กะ สาวหนึ่งงามสดใส
( สาวหนึ่งงามสดใส... ที่ใครหลายๆคนยังคงจำได้ )
กาลครั้งหนึ่ง...นานเท่าไหร่จำไม่ได้แล้ว [*-)]( เย้ยย!!! )
ท่ามกลางบรรยากาศของแสงแดด [:'(] อันร้อนระอุ
[welcome]ของการแข่งขันกีฬาประจำจังหวัดภูเก็ต [love]
ณ สนามกีฬาประจำจังหวัด สนามสุระกุล
ผู้คนมากมาย....อัฒจรรย์บนนั้น แต่...เอ๊ะ!...[;)]
[8] สาว...หนึ่งงามสดใส
เยื้อง...กายเดินผ่านมา
พบ...เธอที่อินทรา
ลัก...ขณางามสมใจ
เอ๊ะ...เธอจะไปไหน
เอ๊ะ...เธอพูดกับใคร
เอ๊ะ...เธอพูดอะไร
เอ๊ะ...ใยเธอยิ้มมา
เอ๊ะ...เธอเดินมาหา
เอ๊ะ...เธอมองสบตา
แล้วเธอก้อถามว่าาาา...[8]
" หน่ามแค้ง ม้ายคา หน่ามแค้ง
หน่ามแค้งคา หน่ามแค้ง "
................................................................ ...
|
By siekhao on
Thu, 08 Mar 2007 12:42:00 GMT
[happy] แอ่น...แอ๊น..น.น.. และแล้วเราก้อได้สัมปทานเนื้อที่กลับคืนมา...
....เอิ๊ก..ก..ก.. ( ฮิ ฮิ )[Bicycle] ก้อมาว่ากันต่อเลยนะ...
[;)] วาสนาของเมืองภูเก็ตรุ่งเรืองขึ้นไปอีก ในสมัยรัชกาลที่ 4 โปรดให้ยกเป็น
หัวเมืองขึ้นตรงกับกรุงเทพฯ ย้ายที่ว่าการเมืองถลางไปอยู่เมืองภูเก็ต และลดเมือง
ถลางเป็นเมืองขึ้นกับภูเก็ต สมัยรัชกาลที่ 5 มีการปกครองหัวเมืองเป็นมณฑล
เทศาภิบาล เมืองภูเก็ตถูกยกระดับเป็นที่ตั้งที่ว่าการมณฑลภูเก็ต
[8-)] ช่วงเวลาที่ข้าหลวงมณฑลภูเก็ต ชื่อ พระยารัษฎานุประดิษฐมหิศรภักดี
( คอซิมบี้ ณ ระนอง )นี่เอง มีซินแสดูรูปร่างเกาะภูเก็ตทั้งเกาะ แล้วบอกว่ามีลักษณะ
เหมือนมังกร
[H] ดูจากทะเล ส่วนหัวมังกรอยู่ที่แหลมพรหมเทพ อ่าวกะรนเป็นดวงตา
อ่าวฉลองเป็นเพดานเหงือก อ่าวทุ่งคาเป็นปากที่อ้า อ่าวป่าตองเป็นสันหลัง ฯลฯ
ขาหน้าได้แก่ แหลมงา แหลมไม้ไผ่
[:'(] ข้าหลวงมณฑลภูเก็ตปลื้มคำทำนายนี้มาก เรียกเกาะภูเก็ตว่า " ฮ่ายเหลง "
มังกรทะเลแห่งมหาสมุทรอินเดีย แต่ก้อมีปัญหาเมื่อซินแสบอกว่า ...
|
By siekhao on
Thu, 08 Feb 2007 16:11:00 GMT
[:D] เกาะภูเก็ต เดิมเรียกว่าเกาะฉลาง หรือถลาง เอกสารเก่าแก่ที่สุดคือ
ตำนานเมืองไทรกล่าวว่ามะโรงมหาวังษา ผู้สร้างเมืองไทรบุรีแล่นเรือจากอินเดีย
มาแวะที่เกาะ...สลาง
[:P] จดหมายเหตุนักเดินเรือยุโรป เขียนไว้ในสมัยอยุธยา เรียกชื่อเกาะนี้ว่า
ยังซีลอน มีนัยว่าเพี้ยนมาจากคำว่า อูยังสิลัง ภาษามลายู อูยัง แปลว่า แหลม
สิลัง เข้าใจว่าเป็นชื่อของเผ่าพันธุ์คนพื้นเมืองดั้งเดิม คือชาวน้ำ เหตุที่ฝรั่งเรียกว่า
แหลม เพราะสมัยนั้นส่วนที่เป็นเกาะภูเก็ตวันนี้ ยังขาดแคลนแผ่นดินใหญ่
[:O] และคำว่า สิลังนี่เอง เพี้ยนมาเป็น ฉลาง และถลาง ก่อนสมัยสุโขทัย
ถลางเป็นแผ่นดินส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับเมืองตะกั่วทุ่ง ขึ้นกับเมืองนครศรีธรรมราช
สมัยอยุธยาตอนต้น ภูเก็ตยังไม่มีเค้าเป็นเมืองสำคัญ จนเมื่อฝรั่งแวะมาซื้อหาแร่ดีบุก
มากเข้าๆ มาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ พงศาวดารรัชกาลที่ 1 กล่าวว่า โปรดให้แบ่ง
หัวเมืองปักษ์ใต้ มีชื่อเมืองตะกั่วทุ่งและเมืองถลาง จากกรมท่าไปขึ้นกับกลาโหม
[:$] เมืองถลางจึงเริ่มมีความสำคัญ ในฐานะหัวเมืองปักษ์ใต้ทะเลนอก ...
|
By siekhao on
Thu, 28 Dec 2006 18:57:00 GMT
ย้อน[Bicycle]กลับไปสู่...วันที่ทรายขาวจำต้องเดินทางไกล จากเมืองไทยสู่นิวยอร์ค
มีเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่ง ได้มอบหนังสือพ๊อคเก๊ตบุ๊คเล่มนึง[H]ให้กับทรายขาว
แล้วบอกว่า... " วันดี...คืนดี เอาไว้ให้โก้ไว้อ่านบนเครื่องนะ "
ทรายขาวรีบตอบขอบคุณ พลันก้อคิดในใจว่า......
" เอาละ!!! เรามีหนังสืออ่านแล้ว จะได้ไม่เหงาเวลาอยู่บนเครืองบิน...
แจ๋ว!!!! "[good]
และแล้วเมื่อวันเดินทางมาถึง...น้องรู้ไหมว่าพี่ทรายไม่เหงาเลย ( แม้แต่น้อย )
ก้อพี่ทราย อ๊วก... [kid]ตลอดการเดินทางสู่นิวยอร์ค
เรียกว่า... อ๊วกข้ามมหาสมุทรกันเลยทีเดียว
ใช่...พี่ทรายเมาเครื่อง ( ฮิ ฮิ )[O][kid]
อ๊วกแตก อ๊วกแตน คนเดียว ท้าง...ง..ง ลำ ( โอว..ว..ว )
ชั่วโมงนั้น... พี่ทรายฉุกคิดขึ้นมาในใจนะว่า....
" แหม!!!หนังสือเล่มนี้ น่าจะเปลี่ยนชื่อเป็น..'ดีวัน ดีคืน...( นะพี่ทราย )
ซึ่งอย่างน้อยมันก้อช่วยทำให้พี่ทรายรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย (ฮา ฮา )
(เอ๊ะ...เหมือนน้องเค๊าจะรู้แฮ๊ะ)
แต่...พี่ทรายอยากจะบอกให้รู้ว่า หลังจากพี่ทรายได้อ่านหนังสือเล่มนี้จบลง..... ...
|
By siekhao on
Thu, 07 Sep 2006 18:40:00 GMT

อยากให้...อะไร...เป็นไปอย่างใจคิด
อยากให้...ชีวิต...เป็นไปอย่างใจฝัน
อยากให้...ใจทุกใจ...มีน้ำใจให้กัน
อยากให้...ปักษ์ใต้บ้านฉัน...กลับมารักกันตลอดไป

ไม่เคยลืม...ภูเก็ตเกาะสวรรค์
ไม่เคยลืม...ความฝันที่ไม่เคยเป็นจริง
ไม่เคยลืม...ดอกไม้ บางเหนียว สะพานหิน
แล้วฉันจะขี่เครื่องบิน...กลับปักษ์ใต้บ้านเรา
ทรายขาว ...
|
By siekhao on
Fri, 28 Jul 2006 01:31:00 GMT
27 กค. 49 New York City
ก่อนอื่นต้องขอชื่นชม เจ้าของบ้านผู้สร้างบ้านหลังใหม่ บ้านน้อยหลังนี้นาม
Siam andaman เป็นบ้านหลังน้อยที่เต็มเปี่ยมไปด้วยมิตรภาพ และเป็นบ้านที่พร้อม
จะเปิดประตูต้อนรับทุกคนเพื่อเข้ามาร่วมสร้างมิตรภาพที่ดีต่อกัน ......... โลกเราใบนี้
ร้อนขึ้นทุกวัน เพราะมวลมนุษย์ขาดซึ่งมิตรภาพที่ดีต่อกัน บ้านหลังนี้จะเป็นเสมือน
เสี้ยวหนึ่งของโลกใบนี้ ที่จะบอกให้รู้ว่า...... เราทุกคนที่ได้แวะเวียนเข้ามาบ้านหลังนี้ ....
" เรามีมิตรภาพที่ดีต่อกันเสมอ " ....และ หากเรากลับออกไป เราพร้อมที่จะนำมิตรภาพ
ที่เราได้ร่วมสร้างด้วยกันกับบ้านหลังนี้ .........แบ่งปันให้กับทุกทุกคน.
ไฟที่ว่าร้อน........ ต้องดับด้วยน้ำฉันใด...
โลกร้อนใบนี้........ คงต้องดับด้วยมิตรภาพฉันนั้น...
เราขอชื่นชมและเป็นกำลังใจให้กับผู้สร้างบ้านแห่งมิตรภาพหลังนี้ และหว้งเป็น
อย่างยิ่งว่าในอนาคต บ้านหลังนี้จะค่อยค่อยเติบโต ใหญ่ขึ้น และเปี่ยมล้นไปด้วย
มิตรภาพ ซึ่งเราจะยังคง.......แบ่งปันให้กับทุกคน ...
|